วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

REVIEW [PONDS Lemon cold cream] ครีมล้างหน้าที่โลกลืม



ดีค่า   เราหายไปสักพักเลย ไม่รู้ว่าที่เขียนนี่จะมีคนติดตามรึเปล่า ฮ่าๆ
หายไปหลายเดือนไปเจอเรื่องราวเยอะแยะมากมายเลย เห้ออ

แต่ก็ได้เจอหลายไอเท็มดีๆเหมือนกัน

และวันนี้เราก็จะมารีวิว คลีนซิ่งครีมที่มีวางขายมากมายเกลื่อนกลาด ไม่ว่าจะ tops , 711 , watsons , boots โอ้ยยเยอะแยะ แถมราคาก็ไม่ถึงร้อยนึง ประมาณหกสิบกว่าบาท เราอยากบอกว่าความสามารถมันเดินตัวมากๆ

ปล. ขออภัยถ้าหากรูปบางรูปอาจแปลกๆ เพราะไล์รูปหายแล้วเรากู้มาใหม่ไฟล์มันเลยไม่ค่อยสมบูรณ์ ขาดๆหายๆแหว่งๆบ้าง

โอเช มาดูกันเลย




    หน้าตาแบบนี้คงเคยเห็นกันมาบ้างแล้วล่ะสิ
เราเห็นบ่อยมาก แต่ไม่เคยสนใจ และไม่คิดว่ามันจะใช้ได้ดี
จนกระทั่งเกิดความจำเป็นบางอย่างที่จะต้องใช้ เลยหยิบมาประมาณ "ใช้แก้ขัดไปก่อน"

พอมาลองแล้ว เออ มันดีพอๆกับรีมูเวอร์หลายๆตัวเลยนะ เผลอๆดีกว่าแบรนด์ที่แพงกว่าซะอีก
หลายๆคนอาจใช้แล้วไม่เวิร์ค อาจจะเพราะ มันบ้าง สิวอุดตันบ้าง ล้างไม่หมดบ้าง

แต่ลองมาดูวิธีเรานะ เผื่อจะเปลี่ยนใจ อิอิ

เริ่มจากหน้าสดใสๆ คล้ายเพิ่งตื่นนอน เฮ้ยยย ไม่ใช่ นี่คือหน้าที่ผ่านการแต่งมาแล้ว
อุดมไปด้วย สิ่งที่ใช้ดังนี้

"Base makeup"
- Bisous bisous silky pore primer
- Bourjois heathy mix foundation #52
- Mac studio finish concealer #nw25
-Laura mercier loose setting powder #translucent

"Cheeks&contour"
-Sleek blush #pixie pink,life's a peach
-Sleek contour kits #light

"Brows"
-Catrice  eyebrow stylelish #ash brow
-Etude color my eyebrows 

"Eyes"
-Naked3 eyeshadow
-In2it waterproof jel liner #dark brown
-Maybelline the false lash volum express

"Lips"
-Mac lipstick #please me


หลบตาบ้าง (ภาพแอบเหลืองเบาๆ)

บ้ากล้องพอละ จริงจังกันเถอะ เริ่มจากเราจะใช้น้ำเกลือ หยอดลงบนสำลีที่ทับกันอยู่ 4 แผ่น


จากนั้นเอาฝ่ามือประกบสำลีแล้วออกแรงบีบนิดๆ ให้น้ำเกลือส่วนเกินออกมา
เราก็จะได้สำลีแบบหมาดน้ำนิดๆ ไม่เปียกชุ่ม

แล้วก็แยกออกทีละชิ้น(ขออภัยรูป ไฟล์มันเสียไม่มีเวลาถ่ายใหม่)
แล้วพักไว้ก่อน(วิธีนี้เราใช้กับพวก คลีนซิ่งวอเตอร์ด้วยนะ ประหยัดมากๆ)


เราจะตักเนื้อครีมออกมาประมาณเหรียญสิบ 
แล้วแต้มโลดตามอัธยาศัย 
นวดเบาๆ เราชอบฟีลนี้แหละ ให้ความรู้สึกเหมือนนวดหน้าไปในตัวด้วย ผิวก็ชุ่มชื้นขึ้น
ขนาดเราผิวผสมยังชอบเลย รู้สึกหน้าเนียนขึ้นด้วยล่ะ

รอบดวงตาก็นวดๆๆ อย่าให้เหลือ


เราจะนั่งนวดจนครีมขาวๆกลายเป็นเหมือนน้ำมันใสๆ นั่นแหละ
เห็นมั้ยคราบมาสคาร่า ไลน์เนอร์เต็มหน้าเลย



เช็ดออกด้วยสำลีหมาดน้ำของเรา
ข้อดีคือมันเช็ดเอาพวกคราบเครื่องสำอางค์ที่ครีมมันละลายออกมา ได้ดีกว่า
ใช้สำลีแห้งๆ แถมทำร้ายผิวน้อยกว่า และก็ไม่ทิ้งคราบครีมมันเยิ้มเหนียวหน้า
แล้วกลายเป็นสิวอุดตันในที่สุด
ลองนึกมาดูพอใช้สำลีแห้งๆฝืดๆ มันก็ต้องออกแรงถูใช้ป่าว ทำร้ายผิวหนักเลย
ดูเลย ไม่หลงเหลือคราบเมคอัพใดๆ


จริงๆภาพนี้ถ่ายเต็มๆ แต่ไฟล์มันเสียกู้มาได้แค่ 25% เลยเหลือแค่เนี้ย ฮือออ



ล้างเสร็จเราก็ใช้โฟมตัวนี้ล้างต่อ เวิร์คมาก เรื่ดสุดๆ ดีกว่าเจลหลอดเขียวอีกขนาดตัวนั้นเราว่าดีมากๆแล้วนะ คลีนหน้าได้สะอาดยิ่งขึ้นไปอีก สิวก็ลดลงโอยยยปลื้มเวอร์
ใครยังไม่เคยใช้ จะไล่ให้ไปซื้อเดี๋ยวนี้เลย 


เสร็จ จบ คลีนหน้าหมดแล้วสบายใจและสบายหน้า 

สรุป... หลังจากใช้มากระปุกที่ 3

สิวเพิ่มมั้ย?       เราว่ามันก็ปกตินะ เหมือนตอนใช้ bifesta เลยอะ อันนี้แล้วแต่คนนะ
แต่เราเป็นคนที่สิวขึ้นง่ายเหมือนกัน 
ถ้าวันที่แต่งหน้า เราล้าง pond's 2 รอบ >> bifesta >> smooth-e foam 
ถ้าแต่งปกติก็ pond's 1 รอบ >> bifesta (แล้วแต่ความขยันนะ บางวันก็ไม่ใช้) >> smooth-e foam

จริงๆที่ตามด้วย bifesta ไม่ใช่ pond's ไม่สะอาดนะ
แต่ไม่รู้อะ เอาชัวร์ไว้ก่อนเพราะเราแต่งหน้าทุกวัน
เคยใช้แบบไม่ใช้ bifesta ตามนะ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร สิวก็ขึ้นปกติ(มาเวลามีประจำเดือน)

ล้างสะอาดไหม?     สะอาดเลยแหละ มาสคาร่ากันน้ำออกหมด เริ่ด
ความชุ่มชื้น? ให้ความชุ่มชื้นได้โอเคนะ ชอบีลที่เวลานวดอะ เหมือนได้ผ่อนคลาย แล้ว
หน้าเราชุ่มชื้นขึ้นด้วย ผิวเนียนขึ้นด้วย

ข้อเสีย?              ไม่รู้อะ ไม่น่ามีนะ อยากให้กระปุกใหญ่กว่านี้มั้ง แล้วมีพายตักด้วย(ความขี้เกียจล้วนๆ)
อยากให้มีหลายๆสูตรด้วย อิอิ 

ซื้อต่อไหม?        ซื้อค่ะ จะซื้อไปเรื่อยๆ ราคาถูก คลีนผิวก็ดี ไม่รู้ติอะไรดี 


ก็ไม่รู้จะพิมไรดีละ

ไปละ ...... บายค่ะ



Thnks for watching ^^


























วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

REVIEW: MAC face & body foundation



สวัสดีค่าาา

วันนี้เราจะมารีวิวรองพื้นตัวใหม่ของเราที่เราเลิฟสุดๆเลยในตอนนี้  ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจซื้อก็หารีวิวมากมายแต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรีวิวของบล็อกต่างประเทศ บล็อกไทยหาแทบไม่มีเลย ตัวเราเองอยากจะดูรีวิวคนไทยมากกว่า เพราะอยากรู้ว่าสภาพอากาศร้อนๆแบบบ้านเรานี้มันจะสามารถใช้ได้รึเปล่า สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อมาลองเสี่ยงดู

เนื่องจากเจ้ารองพื้นตัวนี้รีวิวไทยน้อยมากๆ เราก็เลยอยากจะมารีวิวความเจ๋งของเจ้าหนูอ้วนป้อมตัวนี้ให้หลายๆคนได้ตัดสินใจค่ะ

สภาพผิว : ผิวผสม แปรตามสภาพอากาศ  หน้าหนาวผิวจะแห้ง หน้าร้อนผิวมัน








มาดูผลิตภัณฑ์กันก่อนเลย  
เจ้ารองพื้นตัวนี้ มาในปริมาณ 120 ml. ในราคา 1650 บาท ถือว่าคุ้มมากๆ
เพราะปกติแล้ว รองพื้นที่เราซื้อส่วนใหญ่จะมาในปริมาณ 30 ml. คือจะใช้ได้ประมาณ 2 เดือน (สำหรับเรา)
และเจ้าอ้วนป้อมนี่ มาในปริมาณ 120 ml. คงจะใช้ได้หลายเดือนทีเดียว อ้อ และมันมีอายุการใช้งานถึง 2 ปีเลยค่า
แต่จากการใช้งานแล้วเราคิดว่า เราใช้ปริมาณในการทาเยอะกว่ารองพื้นตัวปกติที่ใช้นะ ประมาณเท่าเหรียญ 10 






เนื่องจากว่าเนื้อมันเหลวมาก จนแทบจะเป็นน้ำ เพราะ เค้าบอกว่ามันเป็น water-base
และเนื้องบางเบาไม่ได้แน่นเท่าไหร่ เนื่องจากมันเป็น light coverage แต่สามารถ build ให้เป็น medium ได้
เห็นบล็อกเกอร์ต่างประเทศบางคนบอกว่ามัน build ให้เป็น full ก็ได้นะ 
อืมม แต่จากที่เราใช้ ต้องรอให้แต่ละ layer ที่เราลงมันเซ็ตตัวก่อน แล้วค่อยลง layer ต่อไป มันจะปกปิดได้โอหน่อย
ชอบตรงที่ ไม่ว่าจะ build กี่ชั้น มันก็ดูไม่หนา ไม่แป้ง ไม่มีคราบ โอยกรีดร้อง ยิ่งตอนลงแป้งเสร็จนะหน้าดูใสเลย โดยเฉพาะคนที่ผิวหน้าดีอยู่แล้ว ผิวจะดู flawless ไปเลย
ตอนแรกเห็นมันดูเหมือนไม่เซ็ตตัวสักที ยังดูเงาๆอยู่ แต่ดูในโมเมพาเพลิน เค้าบอกว่า มันจะเซ็ตตัวเป็นฟิล์ม ก็เลยดูเงาๆ


ในเรื่องของสี เบอร์มันจะไม่เป็นเหมือนตัวรองพื้นรุ่นอื่นๆของ MAC มันจะขึ้นต้นด้วย N กับ C
N = NW
C = NC
แล้วก็ขวดใหญ่ 120 ml. จะมีแค่โทน C นะคะ 

โทน C จะมี C1 ไปจนถึง C7
ส่วนโทน N จะมี N1 N2 N3 N5 N7 N9

ที่เราใช้เป็นเบอร์ C1 เป็นเบอร์ขาวสุด
แต่ผิวเรา NC30 นะ แต่มันใช้แล้วไม่วอกเลย เข้ากันมากแถมหน้าดูผ่องๆด้วย


และเราได้มีโอกาศทาไปลุยตลาดนัดจตุจักร ตั้งแต่ 11.00 จนถึง 3 โมงกว่าๆ เหงื่อแตกพลั่กท่วมหน้า
ไม่ได้มีโอกาสเติมแป้งเลย ได้แต่เอาทิชชู่ซับเหงื่อ
ขอบอกว่า เลิศศศศศ


คือเห็นได้เลยว่าเหงื่อซ่ก มากกก แต่!!!! รองพื้นเราไม่เป็นคราบเลย แต่เป็นตรงมุมปากนิดๆ มัน crack เวลายิ้ม
ดูเหมือนไม่ได้ทารองพื้นเลยเนอะ นี่คือเราลงประมาณ 3-4 layer เลยนะ
เค้าก็ไม่ได้บอกว่ามันกันน้ำ หรือคุมมัน หรืออาจจะเป็นเพราะเราทาไพรเมอร์ช่วยด้วยมั้ง
ใช้ตัวนี้ 

แต่มันก็ไม่ใช่ไพรเมอร์แบบคุมมันอะไรขนาด Benefit pore professional นะ
แค่ทำให้หน้าเรียบเนียน คุมมันได้นิดหน่อย หน้าก็ยังมันอยู่หน่อย
แต่ผิวลื่น ลงรองพื้นได้ง่าย ติดหน้าขึ้น


รูปนี้คือหลังจากตอนที่ไปสมัครงาน ตั้งแต่ 11 โมงครึ่ง นั่งรถไฟฟ้าตั้งแต่ หมอชิต มาจน ปุณนวิถี นั่งรถเมล์  ต่อวินมอไซต์  ตากแดดเมษา จนถึงบ่ายสามยังเดินชิลพารากอนต่อได้เลย 
ซับมันด้วยทิชชู่นิดหน่อย ไม่ได้ลงแป้งเพิ่ม
สีรองพื้นไม่ดรอปนะ เราว่าเป็นรองพื้นที่ติดทน ปกติคือใช้ทิชชู่ซับแล้วมีรองพื้นติด แต่ตัวนี้ไม่เป็นเลย ไม่มีรองพื้นติดมาเลย ถ้าระหว่างวันซับหน้าแล้ว touch up ด้วยตัว mineralize skiin finish natural นะ โอยยย ผิวใสวิ้งเวอร์

ปล. ที่เห็น matte ใต้ตาอันนั้นเราทาคอนซีลเลอร์ mac studio finish แล้วเซ็ตด้วยแป้งฝุ่น LM และลงแป้ง MAC studio perfect บางๆ มันเลยแมตมากๆๆ ทั้งวันไม่ได้ซับใต้ตาซัดจิ๊ดนึง



สรุปเลยนะ

          เป็นรองพื้นที่คุ้มค่าคุ้มราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ผิวแห้ง และต้องการรองพื้นที่ปกปิดไม่มาก
เป็นรองพื้นที่ใช้ได้ทั้งหน้าหนาว หน้าร้อน ไม่เหนอะหนะ ไม่อุดตัน(สำหรับเรา)
มีเฉดสีให้เลือกเยอะ    แต่อาจจะหาซื้ออยากหน่อย เพราะมีแค่ในเวป กับ สยามเซ็น เท่านั้น
แต่เคาท์เตอร์ตามห้างปกติก็มีให้ลองนะคะ  สนใจไปลองกันได้ 
        ล่าสุดไปลองที่สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าวมา แต่ไม่ซื้อ BA. เค้าก็น่ารักนะ ให้กระดาษมาเช็ดมือด้วย ยิ่งสาขา สยามเซ็นนี่ไม่ต้องพูดถึง โหรักคุณน้า BA. คนนั้นเลย 
เอาเป็นว่าถ้าสนใจก็ไปลองกันก่อนเนอะ 

ปล. มาเพิ่มเติมนะคะเนื่องจากลืม

ข้อดี  ดูบางเบา เป็นธรรมชาติมากๆ build กี่ชั้นก็ไม่ดูโบ๊ะ  ถึงจะไม่ช่วยคุมมันเลย ก็นับว่าติดทนดีเลยทีเดียว ปริมาณเยอะ คุ้มค่า คุ้มราคา มีสีให้เลือกเยอะเข้ากับทุกโทนผิว

ข้อเสีย  ไม่คุมมันเลย  เนื่องจากเนื้อมันเบาบางมาก ทำให้เวลาลงแล้วไม่ปกปิดดั้งใจซะที มันก็เลยต้องใช้ปริมาณมากกว่าปกติ  ต้องรอให้แต่ละชั้นเซ็ทตัวก่อนจึงจะลงชั้นต่อไปได้สวย ไม่งั้นมันอาจจะดูเป็นคราบได้ เลยอาจจะเสียเวลานานนิดหน่อย





Thanks for watching ^^

Bye..











วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

REVIEW: MAC STUDIO FINISH CONCEALER [apply on my dark circles under the eyes]






สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมารีวิวคอนซีลเลอร์สุดรักที่ใช้มาตลอด
แล้วก็ยังหาตัวที่แทนที่เจ้านี่ไม่ได้เลย
เนื่องจากแพนด้ารุ่นแม่อย่างเรา ยากนักที่จะหาคอนซีลเลอร์มาปราบได้  
ส่วนใหญ่ทาแล้วมันจะออกมาเทาๆ ดูลอยๆ น่ากลัวกว่าตอนที่ยังไม่ได้ทาอีก


มาดูหน้าตามันเลยดีกว่า เย้!!

MAC  studio finish concealer เราใช้สี nw25

     เราจะเห็นได้ว่าเนื้อมันแห้งมากกกกก  แต่มันก็ไม่ได้แห้งอย่างนี้ตลอดเวลา
เนื้อมันจะแปรสภาพตามอุณภูมิของที่ที่เราเก็บมันไว้ บางทีเราเคยวางไว้ใกล้ๆหน้าต่างแดดสาดเข้ามา
มันก็แอบกลายเป็นเนื้อครีมมี่เลยอะ  
     สิ่งที่เราชอบมากๆของเจ้านี่ก็คือ มันใช้ได้นานมากกกก ถ้าใช้ทุกวันนะ อยู่ได้ประมาณ 8-9 เดือนเลย
นานกว่าอายุมันอีก แต่ของเรากว่าจะหมดก็ปีนึงพอดี  คุ้มนะกับราคา 850 บาท แต่ได้ปริมาณที่คุ้มค่า ใช้ได้นาน เนื้อโอเค มีให้เลือกทุกสีผิว ติดทนมาก กันน้ำ ปกปิดโคตร ถือว่าคุ้มสุดๆ

คือก่อนใช้เราจะวอร์มมันให้เนื้อมันครีมมี่นิดๆ จะได้เกลี่ยง่ายๆหน่อย วอร์มมันในกระปุกเลย

       ความจริงผิวเรา undertone เหลืองนะ แต่ด้วยรอยใต้ตามันคล้ำมากออกดำๆเทาๆ เราเลยต้องใช้สีที่ undertone  ชมพูมาเพื่อหักล้าง นอกจากจะทำให้กลบได้ดีขึ้นแล้ว ยังดูกลมกลืนด้วย
       ถ้าใต้ตาสีแบบเรา ใช้คอนซีลเลอร์เหลืองๆ มันก็จะเทาเลย คืออุบาทมาก(ขอหยาบเพื่ออรรถรส)
ปกติสีผิวเรา nc20 แต่คอนซีลเลอร์แมคมันจะอ่อนกว่ารองพื้นนะ แม้ว่าจะเป็นเบอร์เดียวกันก็ตาม
       ตอนซื้อครั้งแรก บีเอก็หยิบสีนี้มาให้ เข้ากับผิวมาก แต่หลังๆมันดูเข้มกว่า ส้มชัดเลย พอไปซื้อเบอร์ nw20 ก็อ่อนไปอีก จนเรามาค้นพบว่าต้องทาคู่กับรองพื้นไง คือหน้าเปล่าๆเหลืองๆแล้วมาลงคอนซีลโทนชมพูเข้าไป คือจบ แต่ตอนนั้นยังอยู่ ม.5 อยู่เลย ยังเด็กอยู่ไม่รู้เรื่องหรอก (อิอิ เข้าข้างตัวเองไป๊)



โอเค บ่นมาพอสมควรละ
(เรารู้ว่าหลายคนก็ไม่ได้อ่านหรอก)



1. naked eyes เลย เปล่าๆเปือยๆ
2. เราจะใช้วิธีปาดไปก่อน แล้วค่อยๆตบเก็บรายละเอียดเอา
3. คือข้างซ้ายลงแล้ว เทียบกับขวาที่ไม่ได้ลงอะไร
4. ลงทั้งสองข้าง 
5. ลงแป้งฝุ่นโปร่งแสง ห้ามมีสีเลยถ้าเป็นไปได้ เพราะมันจะทำให้คอนซีลสีนี้ส้มเลยจ้า 
เราใช้ Laura mercier loose setting powder สี  translucent กริ๊บสนิทเว่อร์

จะเห็นได้ว่ามันยังแพนด้าอยู่นิดๆ แต่เราใช้แปรงอายแชโดว์ แตะแป้งผสมรองพื้นเกลี่ยอีกที 
จะกริ๊บมาก เหมือนเกิดมาไม่เคยตาคล้ำอะ 



แต่อย่าเพิ่งตัดสินใจดูก่อนว่ารับข้อเสียมันได้ไหม

It's crack!!!!!

แอบเป็นคราบนิดๆ  ภาพนี้อย่าคิดว่าไม่ใช่ตาเรานะ เราติดสติ๊กเกอร์เพิ้มชั้นตา


จ้ะ มันตกร่องนะ สำหรับคนมีร่องใต้ตา แต่ถ้าเตรียมผิวดีๆ ใต้ตาชุ่มชื้น แต่ไม่มันเยิ้ม มันจะดีมาก
ตบด้วยแป้งฝุ่นดีๆสักตัว ก็จะอยู่ทนไร้ร่อง แต่คือถ้าใต้ตาแห้งเป็นขุยอยู่ บอกเลย ห้ามทา มันจะออกมาประมาณปากแห้งเป็นขุยแล้วทาลิปแมต นั่นล่ะ 



เอาละ มาดูข้อดีมากๆอีกข้อบ้างดีกว่า


left : อันนี้ลองปาดดูบนแขน
middle : ฉีดน้ำใส่ เปิดฝักบัวแรงๆ ก็ไม่หลุด
right : เอานิ้วถูๆๆๆๆ  จางลงไปบ้าง แต่นางก็ไม่หลุดนะจ๊ะ

สรุปคือ ควรล้างด้วย cleansing เท่านั้น เพราะเดี๋ยวมันจะออกไม่หมดแล้วเกิดการสะสม อุดตัน
ที่เราปาดบนแขนเนี่ย เอาสบู่ถูก็ไม่ออก 


ให้คะแนน

เนื้อผลิตภัณฑ์  4/5
ความบางเบาเป็นธรรมชาติ  2/5
การปกปิด  5/5
เม็ดสี  5/5
กลิ่น  3/5
คงทน  4/5
กันน้ำ 5/5
ราคา  5/5
ความพอใจ  5/5

เอาไว้ตัดสินใจละกันเนอะ 



Thanks for watching






วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

HOW TO : เพ้นท์เคสมือถือกัน




                    เนื่องด้วยเรากำลังจะได้ฤกษ์โละมือถือเก่าแล้ว แต่อยากทำเคสไว้ก่อน
 ซึ่งเคสที่นำมาเพ้นท์ในวันนี้ก็คือ เคสเปล่า ของ LG G2

          ซึ่งเคสสวยๆของมือถือรุ่นนี้หายากมากกกกส์   คือพยายามหาแล้วก็ไม่มีที่ถูกใจเลย
ก็เลยคิดว่าจะเพ้นท์เคสเองดีกว่า ประหยัดและไม่เหมือนใครด้วย เหอๆๆๆๆ

          ด้วยความที่เราชอบ pattern ของ cath kidston มากกกกกกกส์  แต่เคสที่ cath ขายมีแต่ไอโฟน ซึ่งแน่ล่ะเราก็เลยต้อง
                          "Do it myself"

                     ซึ่งตอนวาดและลงสีขอบอกว่ารีบมากเพราะต้องรีบออกไปทำงานพิเศษ
เลยได้ลายที่แบบมองไกลๆแล้วยังดูเป็นดอกกุหลาบอยู่บ้าง hahahaha

เอาล่ะ งั้นมาเริ่มที่อุปกรณ์กันดีกว่า


อุปกรณ์ก็ไม่เยอะค่ะ มีแค่นี้

1. จานผสมสี เอาไว้ผสมสีที่ชอบ
2. เทปกาวย่น เอาไว้ปิดป้องกันส่วนที่ไม่อยากให้สีเปื้อน
3. vanish น้ำยาเคลือบ มีทั้งแบบ gloss และแบบ matte เลือกตามใจชอบเลยค่ะ สิ่งนี้สำคัญมากนะ
ห้ามลืม ถ้าไม่มี vanish สีที่เราทาไปก็ลอกออก ลอกมาเป็นแผ่นเลยล่ะ
4. สีอะคีริค เลือกตามชอบเลยค่ะ ถ้าไม่รู้จะเอาสีอะไรดี ก็เอามาแค่ แม่สีก็พอ
เอามาผสมเองก็ได้
5. แปรงหัวฟองน้ำ อันนี้เราว่ามันปากสีได้เนียนกว่าแบบแปรงขนๆนะ อันนี้เราซื้อที่ B2S
6. พู่กัน อันนี้แล้วแต่เลยว่าจะเพ้นท์ลายแบบไหนลงไป แต่แนะนำให้ใช้หัวเล็กๆจะโอกว่า
อันนี้ เบอร์ 2,7 สง่ามะยระ ราคาถูกคุณภาพดี
7. เคสเปล่า สำคัญมาก อันนี้ ห้ามลืม เด็ดขาด




let's get started!!!!!!!



เริ่มจากเคสเปล่าๆก่อน ยังไม่ได้ทำอะไร


เคสนี้ข้างหลังพื้นผิวขรุขะเล็กน้อยเพื่อกันลื่นเวลาเราจับโทรศัพท์
แนะนำให้ใช้เป็นสีขาวด้านนะคะ  บางคนเขาใช้กระดาษทรายขัดด้วย เพื่อให้สีมันเกาะพื้นผิวได้มากขึ้น
แต่เราไม่กล้าขัดอะ เสียดาย >_<


จากนั้นใช้เทปกาวย่นแปะตรงส่วนขอบๆไว้เพื่อไม่ให้สีเลอะเข้ามายังด้านในของเคส
สีอะคีริคแห้งแล้วมันจะแห้งเลยถ้าเอาออกก็ต้องลอกออกมาเป็นแผ่นๆ ไม่สามรถเอาน้ำเช็ดออกได้



              จากนั้นผสมสีตามใจชอบ   ถ้าไม่มีเวลาทำทั้งวันเราแนะนำให้ผสมแค่สีพื้นหลังก่อน 
มันไม่สามารถทั้งไว้ข้ามวันได้  เพราะมันจะแห้งแล้วลอก ผสมน้ำใช้ต่อไม่ได้(เผื่อใครยังไม่เคยใช้) 
เราผสมน้ำเล็กน้อยนะคะถ้าใส้น้ำมากไปสีมันจะจาง ไม่ค่อยออกสีเท่าที่ควรจะเป็น 


       
ปาดดดดด ไปให้ทั่วๆ เราปาด 2 ชั้น รอให้ชั้นแรกแห้งก่อนแล้วค่อยทาชั้นต่อไป จะได้ไม่เป็นคราบ
ถ้ารอไม่ไหวให้ใช้ไดรเป่าผมเป่าเอา



แห้งแล้วววววววว


เราจะบอกว่าถ้าสียังไม่แห้ง  อย่าเพิ่งวางเด็ดขาด  มิฉะนั้นจะเป็นเช่นนี้  
เป็นรอยถลอกเล็กๆ แต่เราค่อยเก็บรายละเอียดก็ได้ค่ะ



เราลืมถ่ายขั้นตอนวาดเลยอ่ะ คือตอนนั้นรีบมากเลยวาดๆๆ แล้วลงสีเลย ก็ลงๆพอให้มันดูเป็นกุหลาบ hahaahaha 
ps. อาย skill ตัวเองจุงง >//////<



ค่ะแล้วก็จัดการปาด vanish ได้เลย(เมื่อสีแห้งหมดแล้ว) เหมือนกับตอนที่เราปาดพื้นหลังอะค่ะ
ให้ชั้นที่ 1 แห้งก่อนแล้วค่อยลงชั้นที่ 2 เราทำทั้งหมด 2 ชั้น และ ขั้นตอนนี้ก็ลืมถ่ายอีกแว้ววว



Complete!!!!!!!!!





Ps.1  ด้วยระยะเวลาที่จำกัดเราจึงไม่ได้ทำภายในวันเดียวเสร็จ มีแยกทำบ้างในแต่ละวัน ซึ่งมันจะเป็นผลให้สีรูปแต่ละรูปไม่เหมือนกันเท่าไหร่   บางรูปถ่ายแสงตอนเช้าบ้าง   ตอนเย็นบ้าง   เปิดแฟลชบ้าง
เราพยายามปรับให้มันใกล้เคียงกับของจริงที่สุดแล้ว

Ps. 2 ข้อดีของการเพ้นท์เองก็คือ ตอนที่สีอะคีริมันแห้งมันไม่ได้ซึมลงไปกับพื้นผิว เพราะมันเป็นพลาสติกทั้งคู่ ดังนั้นเมื่อลงสีพลาด(แบบมากๆ) เรารอให้มันแห้งแล้วลอกออกได้เลยโดยไม่ทำให้เนื้อแท้ของเคสนั้นเลอะเทอะ


ขอให้ทุกคนสนุกกับงาน DIY ของตัวเองนะคะ







Thanks for watching
bye ^^

วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

REVIEW+MINI HOW TO!!!! [ MAE LEARB LIPS WAX ] สีผึ้งแม่เลียบ ของดีของถูก MADE IN THAILAND แก้สารพัดปัญหาปากแห้ง แตก ลอก คล้ำ บลาๆๆๆ






ตัวเราเองเป็นคนที่ปากแห้งแตกลอกง่ายมากๆ  แบบเลียปากไปสักพักก็เริ่มแห้งๆตึงๆละ
เราเองก็เสาะแสวงหาลิป บาล์ม ลิปมัน ต่างๆนานา แต่มันก็ได้ผลไม่เท่าไรแถมราคาเป็นร้อย
ก็เสิร์ชดู จนไปเจอสีผึ้งตัวนึงที่โด่งดังใน พันทิป









ใช่ล้าวววววววว   สีผึ้งแม่เลียบนั่นเองงง  ที่คุณภาพล้ำราคามากๆๆๆๆๆๆๆ
ช่วยแก้ปัญาหาปากแห้งแตกลอกได้อยู่หมัด แถมใช้ไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าปากชมพูขึ้นนิดๆด้วยแหละ
ไม่มีสารกันเสีย ไม่มีสี น้ำหอม ธรรมชาติ ล้วนๆเลย ทั้งหมดมาในราคา 25 (แล้วแต่ร้าน)

ซึ่งตลับนึงเราใช้ได้ประมาณเดือนนึงนะ เลยต้องสั่งมาหลายๆตลับ
 แต่ด้วยราคาที่ถูกม้ากกกเลยไม่ซีเรียส

แต่.......
ด้วยความที่มันเป็นขี้ผึ้งมันจะเหนี่ยว กรัง หนึบหนับ เลยทีเดียว ชนิดว่าเม้มปากแล้วหนึบอะ
ดูเนื้อเลย  เราแนะนำให้ทาก่อนนอน หรือวันที่อยู่บ้านนะ ทาก่อนแต่งหน้านี่ไม่ไหวอะ ลิปนี่เป็นคราบ
ก่อนนอนเราโปะๆ ไว้เลยตื่นมาปากเนียน นุ่ม ทาลิปง่าย



ให้คะแนน

ความชุ่มชื้น  5/5
เหนียวเหนอะหนะ 5/5
ซึมเร็ว 0/5
กลิ่นหอม 3/5
ราคา 5/5
ความพอใจ 5/5

ข้อดี  ราคาถูกมากกกก  ไม่ต้องถามถึงคุณภาพ มันล้นเกินราคาไปมากแล้ว 
ข้อเสีย  เหนียวหนืดหนุบหนับ ตามแบบฉบับขี้ผึ้ง กลิ่นเป็นกลิ่นน้ำอบฟุ้งๆ อาจจะไม่ชอบกัน (แต่เราชอบ)
อาจจะหาซื้อยากนิดนึงต้องสั่งในเว็บเป็นส่วนใหญ่ 







อะเครเกริ่นมาพอสมควรละ 
มาดู how to สั้นๆ ฟื้นฟูปากแตกในหน้าหนาวด้วยสีผึ้งแม่เลียบในแบบของเรากัน :)







เริ่มด้วยภาพ  Before อันสยองขวัญเลย
โอ้ นี่มันดินหน้าแล้งแถบภาคอีสานรึเปล่านี่ (นี่ยังน้อยนะ เคยแตกมากกว่านี้)




ก่อนจะทาสีผึ้งเราจะเอาน้ำลูบปากให้เปียกๆก่อนเพื่อให้หนังที่ลอกอยู่นุ่มลง จะได้ทาง่ายๆ 
และช่วยให้เจ้าสีผึ้งทำงานโดยง่ายดาย (มั้ง o,O)

เราใช้ปริมาณประมาณนี้ลงก่อน ถ้าไม่พอค่อยเพิ่มทีละนิด ความจริงไม่จำเป็นต้องพอกเยอะมาก 
เปลืองเปล่าๆ เพราะยังไงมันก็ซึมได้ไม่เท่าไหร่เอง มันจะเคลือบมากกว่า 



ปาดๆลงไปซะะะะ


โดยปกติเราจะทาทิ้งไว้ก่อนนอน  แต่ตอนนี้ถ่าย ตอนเช้า (แสงมันสวยดี) 
how to นี้เราจะทาทิ้งไว้ 2 ช.ม. จ้ะ


โอเค ตื่นนอนแล้ว หรือ ครบเวลาแล้วเราก็จะจัดการหนังที่ตายแล้วออกไปด้วย "แปรงสีฟัน"
บ้วนปากให้เปียกๆก่อน ไว้ก็เอาแปรงสีฟันถูๆวนๆเบาๆ เรื่อยๆจนเกลี้ยงเนียน
ถูตอนที่ขี้ผึ้งยังอยู่บนปากนี่แหละ
(อย่าสนใจแปรงบานๆของเรา hahaha) 


ล้างออกก็เป็นอันเสร็จ ตะแน้วววว




เสร็จแล้วอย่าลืมทาลิปบาล์มเพื่อเคลือบริมฝีปากด้วยนะจ๊ะ  พยายามดื่มน้ำเยอะๆ  กินอาหารที่มีวิตามิน
เอ ซี อี อย่างเช่น องุ่น ลูกพรุน ถั่ว แครอท ต่างๆ 
ไม่อย่างนั้นปากก็จะกลับมาแตกได้อีกถ้าเราไม่ดูแล




ขอปิดท้ายด้วยลิปชมพูหวานๆนะจ๊ะ 




Thank you for watching